Saturday, February 4, 2012

เตรียมตัวเที่ยว

ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

พื้นฐานการปีนผา

สำหรับผู้ที่รักการเสี่ยง ชอบอะไรที่ตื่นเต้น ท้าทาย แล้วก็ไม่กลัวความสูง และไม่เป็นโรคหัวใจ กิจกรรมการปีนหน้าผา เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งถือว่าเป็นการท่องเที่ยว ที่เข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด โดยไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ไม่ก่อมลภาวะหรือความเสียหายแก่ สถานที่ใด ๆ ทั้งสิ้น

นอกจากความเพลิดเพลินแล้ว การปีนหน้าผายังเป็นกีฬาอย่างหนึ่งด้วย เพราะร่างกายได้เคลื่อนไหวและออกแรงใน การพยายามที่จะไปให้ถึงจุดสูงสุดที่ตั้งใจเอาไว้ แต่การปีนหน้าผาใช่แต่จะใช้กำลังและความคล่องตัวเพียงเท่านั้น ยังรวม ถึงการมีสมาธิและความมั่นคงในการที่จะผ่านชะง่อนหินและด่านต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติ นอกจากนั้นการตัดสิน ใจที่รอบคอบ ประสบการณ์และความชำนาญก็มีส่วนสำคัญ เพราะการผิดพลาดบางครั้งอาจจะเกิดอาการบาดเจ็บและเป็นอันตราย

การปีนหน้าผานั้นอาจจะดูคล้ายการปีนเขาก็จริง แต่มีอันตรายน้อยกว่ามาก โดยบริษัทนำเที่ยวจะมีการทำเครื่องหมาย หรือเครื่องยึด ทำให้สะดวกและง่ายต่อการปีน มีผู้ควบคุมเชือก หรือบีเลเยอร์ (Belayer) ช่วยดึงและแนะนำการปีนอยู่ที่ พื้นด้านล่าง และจะมีการฝึกสอนให้รู้จักเทคนิค อุปกรณ์ และทดลองปีนกับหน้าผาจำลองก่อน

ในระยะแรก ๆ กลุ่มนักปีนหน้าผาส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะ ที่กระบี่ได้รับการกล่าวขานถึงความสวยงามของสถานที่และความซับซ้อนของหน้าผา ในขณะที่คนไทยยังมองว่าการปีน หน้าผาเป็นกิจกรรมที่อันตราย แต่ในปัจจุบันหลังจากที่กระแสการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ชาวไทย ก็มีการแสวงหาการท่องเที่ยวแบบใหม่ ๆ ที่เน้นการผจญภัย และความตื่นเต้น เช่น การล่องแก่ง ดำน้ำ ขี่จักรยาน เสือภูเขา และกิจกรรมการปีนหน้าผา ทำให้ปริมาณผู้สนใจ และบริษัทนำเที่ยวที่จัดกิจกรรมในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น

อุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการปีนหน้าผาเบื้องต้น

อุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการปีนผาเบื้องต้นแบบ Top Roping มีดังนี้

ฮาร์เนส (Harness) หรือสายรัดสะโพก ลักษณะเป็นห่วงส่วนเอวและส่วนขา ซึ่งถูกโยงไว้ด้วยกันโดยสายในล่อนทั้ง ด้านหน้าและด้านหลัง สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 2 ตัน

คาราไบเนอร์ (Carabiner) เป็นห่วงเหล็กหรืออะลูมิเนียม อัลลอย (อย่างหลังนิยมกว่าเพราะน้ำหนักน้อยกว่า) สามารถ รับแรงดึงได้ 2 ตัน หลายรูปร่างและขนาด ขึ้นอยู่กับการใช้งาน มี 2 ประเภทหลักคือ แบบมีตัวล็อก (Screwgate Carabiner) และแบบไม่มีตัวล็อก (Snap Carabiner) สำหรับตัวที่ใช้เกี่ยวกับห่วงฮาร์เนสทุกตัวต้องมีตัวล็อกเสมอ

ควิกดรอว์ (Quickdraw) คือสายไนลอนสั้น ๆ ซึ่งมีคาราไบเนอร์เกี่ยวอยู่ตรงปลายทั้ง 2 ข้าง ใช้สำหรับเกี่ยวกับหมุด ตามหน้าผา ป้องกันการตกจากที่สูงทีเดียวถึงพื้น

อุปกรณ์บีเลย์ (Belay Device) ใช้สำหรับผ่อนเชือกให้นักปีนผาและควบคุมความเร็วในการโรยตัว มีชื่อเรียกแตก ต่างกันไปตามรุ่นที่ผลิต เช่น Grigri, Figure of Eight, ATC

รองเท้าปีนผา จะมีพื้นเรียบ ไม่มีดอกยาง หัวรองเท้าแคบเพื่อให้สอดเท้าเข้าไปบนช่องหินได้สะดวก เมื่อสวมแล้วต้อง รู้สึกว่าคับแน่นจึงจะเหมาะกับการปีนหน้าผา

แมกนีเซียม คาร์บอเนต หรือ ผงชอล์ก เป็นผงคล้ายแป้ง ใส่ถุงผ้า ห้อยไว้ด้านหลังของนักปีนผา ใช้สำหรับลดความชื้น ที่มือเพื่อความถนัดในการเกาะเกี่ยว

เชือกสำหรับปีนผา (Kernmantle) เป็นเชือกลักษณะพิเศษ คือ มีความเหนียว ไม่ยืดง่าย สามารถรับแรงดึงได้ถึง 2 ตัน เชือกเส้นหนึ่งประกอบด้วยเชือกเส้นเล็ก 2 เส้นควั่นกันอยู่ชั้นในสุดและพันด้วยไนลอน ความยาวมาตรฐานของเชือกคือ 45 เมตร 50 เมตร และ 60 เมตร

การฝึกปีนผาเบื้องต้น

ตัวอย่างหนึ่งของการฝึกปีนหน้าผา ของชมรมปีนหน้าผากรุงเทพฯ ซึ่งเปิดเป็นโรงเรียนสอนปีนหน้าผา ทำการฝึกโดย เริ่มจากการเรียนรู้ถึงอุปกรณ์ การใช้ ระบบการทำงานและเทคนิคในการปีน

ในการฝึกขั้นต้นหลังจากการแนะนำอุปกรณ์แล้ว จะเป็นการฝึกการปีนแบบ Bouldering ซึ่งเป็นการปีนโดยใช้เพียง รองเท้าและผงแมกนีเซียม คาร์บอเนตกันลื่นเท่านั้น ในการฝึกปีนหน้าผานั้น มีหลักอยู่ว่าการปีนหน้าผาที่ดี คือต้องเคลื่อน ไหวโดยให้ร่างกายอยู่ในลักษณะสมดุลกัน ลักษณะการปีนของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ผู้ปีนจะต้องสังเกตว่าการเคลื่อน ไหวแบบไหนที่ตนเองถนัดและสามารถเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่ต้องเสียแรงมากเกินไป การปีนต้องอาศัยความมั่นคงของมือ และเท้าในการเกาะและเหยียบ

หลังจากการฝึก Bouldering ก็เป็นการฝึกผูกเงื่อนเชือกปีนผา (Kernmanle) ซึ่งมีความเหนียวแข็งแรง สามารถ รับแรงดึงได้ถึง 2 ตัน บิดให้เป็นห่วง หมุนเกลียว 2 ครั้ง ใช้ปลายเชือกด้านหนึ่งสอดเข้าไปในห่วง แล้วย้อนกลับมาพันขึ้น พันลงตามแนวเดิมของเชือก ซึ่งเป็นการผูกแบบเงื่อนเลขแปด การผูกเชือกนี้สำคัญมากสำหรับนักปีนผา เพราะจะใช้ผูกกับ ห่วงฮาร์เนสเพื่อดึงตัวนักปีนผาไว้กรณีที่ตกลงมา

การปีนผาเบื้องต้นมักจะเริ่มจากการปีนแบบ Top Roping คือมีผู้ปีนนำ (Leader) นำเชือกขึ้นไปสอดผ่าน แองเคอร์ (Anchor) ซึ่งอยู่ตรงจุดปลายทางของการปีน ดึงเชือกลงมายังพื้นให้ปลายด้านหนึ่งยาวพอที่ผู้ปีนสามารถ ผูกเงื่อนเลขแปดไว้กับฮาร์เนสของตัวเอง ส่วนปลายเชือกอีกด้านหนึ่งนั้น บีเลเยอร์จะร้อยผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า บีเลย์ (Belay Device) แล้วคล้องอุปกรณ์บีเลย์ไว้กับห่วงฮาร์เนสของตัวเอง

 

อุปกรณ์บีเลย์มีอยู่หลายแบบ ทั้งบีเลย์ เพลต (Belay Plate) รูปร่างแบน มีรู 2 รู คล้ายกระดุมอะลูมิเนียมเม็ดใหญ่ ฟิกเกอร์ ออฟ เอท (Figure of Eight) เป็นอะลูมิเนียมรูปร่างลักษณะคล้ายเลขแปดอาระบิก ห่วงบนและห่วงล่างมีขนาด ไม่เท่ากัน อุปกรณ์อีกตัวคือ ATC ลักษณะคล้ายตะกร้าใบเล็ก เป็นชนิดหนึ่งของบีเลย์ บางครั้งอาจจะใช้กรีกรี (Grigri) ซึ่งมีคันโยกสำหรับผ่อนเชือกและมีตัวล็อกอัตโนมัติช่วยผ่อนแรงได้ด้วย

สำหรับการฝึกเบื้องต้นของชมรมปีนเขา จะใช้เวลาในการฝึกที่ชมรมเป็นเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ จึงจะมีการเดินทางไป ยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม

นักท่องเที่ยวและผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูล และรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากชมรม และบริษัทนำเที่ยวที่จัดกิจกรรม ปีนหน้าผา และการโรยตัวจากหน้าผาได้ หรือสามารถหาอ่านข้อมูลได้จาก "คู่มือแนะนำเส้นทางปีหน้าผาในเมืองไทย" โดยสมพร สืบเหตุ

 

ที่มาของข้อมูล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

กิจกรรมล่องแก่ง

 

ก่อนจะไปล่องแก่ง ควรจะเตรียมตัวในการเดินทางให้พร้อม เพื่อให้ได้รับความสนุกสนาน ความปลอดภัย และไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พื้นที่ที่จะเดินทางไปส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตป่าต้นน้ำ ที่ธรรมชาติมีความเปราะบาง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อขออนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ต่างๆ เหล่านั้นให้ถูกต้องด้วย

การล่องแก่งเป็นกิจกรรมประเภทท่องเที่ยวธรรมชาติกึ่งการผจญภัย จำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยเลือกใช้บริการจากธุรกิจนำเที่ยว ที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และตรวจสอบรายการท่องเที่ยว ตลอดจนข้อตกลงต่างๆ ให้เรียบร้อย เช่น การประกันภัย เครื่องมือ อุปกรณ์ที่มีการให้บริการ

การเตรียมตัวท่องเที่ยวทางน้ำ ควรเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสม เช่น ควรเลือกใช้เสื้อผ้าที่แห้งง่าย รองเท้าแตะที่มีสายรัด เพราะต้องเตรียมพร้อมที่จะเปียกน้ำ และขึ้นไปเดินบนฝั่ง หากมีการเดินป่าในระยะทางไกลก็จำเป็นต้องนำรองเท้าผ้าใบไปอีกคู่หนึ่งด้วย ในช่วงฤดูหนาวควรมีเสื้อแจ็กเก็ตไว้ใส่กันหนาวช่วงที่ล่องแก่งด้วย

เสื้อผ้า อุปกรณ์สำหรับแค้มปิ้ง และกล้องถ่ายภาพ และของใช้ต่างๆ ควรใส่ถุงพลาสติก หรือถุงกันเปียกให้เรียบร้อย การเตรียมสัมภาระต่างๆ ควรนำไปเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะพื้นที่ขนสัมภาระจำกัด

ในการล่องแก่งควรศึกษาข้อปฏิบัติในการพายเรือ พยายามมีส่วนร่วมในการเดินทางเป็นอย่างดี ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกัปตันและมัคคุเทศก์

หากมีการรับประทานอาหารหรือประกอบอาหารในป่าควรเลือกอาหารที่สะดวกง่าย และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องกระป๋อง ภาชนะประเภทกล่องโฟม หรือขวดน้ำพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว เพื่อลดปัญหาเรื่องขยะและมลพิษ ทุกครั้งที่เก็บแคมป์ ควรดูแลความสะอาด และทำให้พื้นที่กลับสู่สภาพเดิมให้มากที่สุด

ที่มาของข้อมูล

ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ tt&t

ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

ท่องเที่ยวน้ำตก

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำตกที่จะเดินทางไปเที่ยวในทุกๆ ด้าน เช่น สภาพของน้ำตก ที่ตั้งและพื้นที่ ว่าอยู่ในพื้นที่ประเภทไหน เช่น อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของจังหวัด นักท่องเที่ยวต้องทราบข้อมูลตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจนถึงการเข้าถึงตัวน้ำตก บางแห่งรถยนต์เข้าถึง บางแห่งต้องเดินเท้าต่อ บางแห่งต้องเดินป่า และบางแห่งต้องล่องแก่งเข้าไป หรือจำเป็นต้องพักค้างแรมในป่า

วางแผนการเดินทางโดยนำข้อมูลมาจัดเรียง เช่นในบางพื้นที่อาจจะมีน้ำตกอยู่ใกล้เคียงกันหลายแห่ง บางพื้นที่อาจมีจุดสนใจใกล้เคียงอื่นๆ ด้วย จึงต้องจัดการเดินทางออกเป็นวันๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อขออนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ต่างๆ เหล่านั้นให้ถูกต้องด้วย

ติดต่อประสานงานล่วงหน้าเท่าที่จะทำได้เพื่อความแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นพาหนะ การจองตั๋วล่วงหน้า จองที่พักโดย เฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หรือหากเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งต้องทำหนังสือขออนุญาตเข้าไปศึกษาธรรมชาติก่อนจึงจะเข้าไปในพื้นที่ได้ แต่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบางแห่งอาจอนุโลมให้เข้าไปเที่ยวชมได้ เช่น น้ำตกโตนงาช้าง และน้ำตกทีลอซู

เตรียมพาหนะให้พร้อม หากเป็นรถที่ขับไปเองต้องตรวจสภาพเส้นทางในช่วงนั้น ตรวจความพร้อมของพาหนะให้สมบูรณ์ หากเป็นรถที่เช่าเหมาไปต้องบอกข้อมูลกับคนขับให้ทราบ เพื่อการเตรียมตัว

-รองเท้าที่เตรียมไป ควรให้เหมาะกับสภาพของน้ำตกที่จะเดินทางไป เช่น หากเป็นน้ำตกที่รถเข้าถึง ไม่ต้องเดินมาก ก็อาจเป็นรองเท้าแตะแบบรัดส้นธรรมดา แต่หากต้องเดินมากหน่อยในเส้นทางที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน ควรใช้รองเท้าผ้าใบที่สวมสบายๆ พร้อมจะลุย และเปียกน้ำได้ เพราะบางต้องข้ามน้ำ หรือหากเป็นเส้นทางที่ต้องเดินป่าหลายกิโลเมตรก็ควรใช้รองเท้าสำหรับเดินป่า

-เตรียมอุปกรณ์เพื่อพักแรมในป่า รวมทั้งน้ำ และอาหารให้พร้อม ในกรณีที่ต้องพักค้างแรมกลางป่า

-เตรียมยากันแมลง ทาก และชุดสามัญประจำบ้าน

-เตรียมร่างกายให้แข็งแรง

ที่มาของข้อมูล

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | GreenGeeks Review